ความเสี่ยงของการปลูกอินทผลัมจากต้นกล้าที่เพาะ
จากเมล็ด
                                                                            

อินทผลัมเป็นพืชที่มีประวัติยาวนานมาหลายพันปี ปัจจุบันเป็นพืชที่พบมากและเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของ "ประเทศในแถบแอฟริกาเหนือ เช่น ตูนีเซีย แอลจีเรีย อียิปต์ เ็ป็นต้น" และของ "ประเทศในแถบตะวันออกกลาง" โดยธรรมชาติ เป็นพืชที่เกิดอยู่ในภูมิภาคที่มีความร้อนและแห้งสูง (จากข้อมูลที่ผู้เขียนไปศึกษามาบ้าง พอสรุปได้ว่า ส่วนมากจะเกิดอยู่ในภูมิภาคที่ "มีฝนน้อยกว่าแล้ง") แต่ละสายพันธุ์ก็มีแหล่งกำเนิดในภูมิภาคที่แตกต่างกันไป เรื่องจำนวนสายพันธุ์ ยังไม่นิ่งมากนักในจำนวนที่แ้ท้จริง แต่พอสรุปได้ว่ามีหลายร้อยสายพันธุ์ในโลกปัจจุบัน ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ แต่ละประเทศก็มีสายพันธุ์เด่นๆ เฉพาะประเทศของตน

การขยายพันธุ์อินทผลัม สามารถขยายพันธุ์ได้ ๓ วิธี คือ

- การเพาะเมล็ด

ถือเป็นการปลูกอินทผลัมที่เป็นการลงทุนที่ต่ำที่สุด ราคาต้นกล้าไม่ถึงกับสูงมาก แต่ก็เป็นเรื่องปกติของอินทผลัมที่ปลูกจากการเพาะเมล็ุด ที่ปลูกลงแล้วจะอาจจะต้องมีการตามลุ้นเรื่องต่างๆ เช่น รอลุ้นต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย การกลายพันธุ์ (ดังที่กล่าวไว้ในข้อ ๒ และ ข้อ ๓ ด้านล่าง)

- การแยกเหง้า

อินทผลัมจะมีเหง้าแตกออกมาทางโคนด้านล่างของต้น ในต่างประเทศจะมีการขุดแยกเหง้า หรือตอนให้เกิดราก จากต้นแม่พันธุ์ดี เพื่อนำมาปลูก จะได้ต้นตัวเมียตามพันธุ์นั้นๆ แน่นอน ในประเทศไทยในตอนนี้ ยังไม่มีต้นพันธุ์แบบนี้ขายในเชิงพาณิชย์แน่นอน แม้จะมีบ้างก็คงเป็นกลุ่มผู้ที่ทดลองปลูกร่วมกันอยู่แลกเปลี่ยน ขาย หรือแบ่งปันกันไปทดลองปลูก ถ้าต้องการคงต้องไปค้นหาข้อมูลจากต่างประเทศ แต่ราคาจะสูงแน่นอน

เท่าที่ไปติดตามดูข้อมูลในต่างประเทศ การขายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ จะได้ต้นพันธุ์ดีดังกล่าวจำนวนไม่มากนัก บางข้อมูลกล่าวว่า ต้นแม่พันธุ์ดีต้นหนึ่งจะได้เหง้าตลอดอายุเพียงไม่เกิน ๒๐ เหง้าเท่านั้น หากจะขยายจำนวนมากๆ ต้องอาศัยต้นแม่จำนวนพอสมควร

สำหรับผู้เขียนเอง ในอนาคตก็คาดหวังการขยายพันธุ์ต้นกล้าส่วนตัวด้วยวิธีนี้ หากมีการคัดต้นพันธุ์ที่เหมาะสมเรียบร้อยแล้ว คงจะเน้นขยายด้วยวิธีนี้เป็นสำคัญ

ประเด็นหนึ่งสำหรับเรื่องการแยกเหง้านี้ คือ มีบางแหล่งให้ข้อมูลว่า "เหง้าที่เกิดจะไปดึงต้นให้โตช้าลง การปลูกจากเหง้าให้ผลช้ากว่าเมล็ด ปลูกจากเมล็ดให้ผลเร็วกว่า ถ้ามีเหง้าเกิดขึ้นให้ตัดทิ้งเสีย"

ประเด็นดังกล่าวนี้ ผู้เขียนฟังดูแล้วอยากแย้งเหมือนกัน เพราะหากต้นนั้นเป็นตัวตัวเมีย ได้ผลคุณภาพดี แม้จะช้ายังไง การรอก็คุ้มค่าในการขยายพันธุ์ที่เราต้องการ ในต่างประเทศที่มีต้นจำนวนมาก็ยังนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้อยู่ มีทั้งแบบตัดลงไปปลูกเลย และแบบใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการตอนเหง้าก่อนนำไปปลูก ภาพที่เห็นในต่างประเทศไม่ใช่การปลูกแค่จำนวนนิดหน่อย แต่ปลูกจำนวนมากพอสมควร

ถามว่า "ในต่างประเทศมีการตัดเหง้าทิ้งไหม"

เท่าที่ไปติดตามข้อมูลในต่างประเทศนั้น การตัดเหง้าทิ้งนิยมทำกันในกลุ่มผู้ปลูกจากต้นเพาะเนื้อเยื่อที่เขาไม่ต้องการเหง้ามาขยาย เป็นการปลูกในเชิงเศรษฐกิจที่ต้องการให้ต้นสมบูรณ์ที่สุด จึงตัดเหง้า ตัดผลที่เกิดในช่วง ๒ - ๕ ปีแรกทิ้งทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับการปลูกพืชเศรษฐกิจในประเทศไทยก็ทำอย่างนั้น ต้นที่ต่อกิ่ง ติดตา หรือตอนมา ก็ไม่เก็บผลเหมือนกัน เพื่อเร่งต้นให้โตเร็ว ไม่ให้ผลมาดึงต้นให้โตช้าลง

ประเด็นนี้ จึงต้องฝากท่านที่เข้ามาอ่านได้ร่วมกันพิจารณาเพิ่มเติมด้วยนะคะ

- เพาะเนื้อเยื่อ

เป็นการขยายต้นตัวเมียพันธุ์ดีๆ แบบจำนวนมาก จะได้ต้นตัวเมียตามพันธุ์นั้นๆ แน่นอน เป็นอีกวิธีการปลูกที่ต่างประเทศนิยมนำไปปลูกในเชิงพาณิชย์ ราคาต่อต้นสูงพอสมควร และในประเทศไทยยังต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ เิริ่มมีคนสั่งเข้ามาทดลองปลูกบ้างแล้ว ทราบมาว่า ถ้าจะสั่งจะต้องสั่งเป็นล๊อตใหญ่ๆ เขาถึงจะส่งให้ หากใครมีทุนพอ ลองค้นหาข้อมูลห้องแล๊บต่างประเทศที่เขาขายแ้ล้วลองสอบถามกันดูได้

สำหรับตัวผู้เขียนเอง ในตอนนี้ ยังไม่มีโครงการจะปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะจากเนื้อเยื่อ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น ทุนน้อย ความรู้อาจจะยังไม่พอ ยังต้องการจะศึกษาการดูแลจากต้นเพาะเมล็ดก่อน เป็นต้น

ในต่างประเทศ การปลูกในเชิงพาณิชย์ ใช้วิธีนำต้นกล้าจากการเพาะเนื้อเยื่อมาปลูกเป็นสำคัญ ส่วนข้อสงสัยของหลายท่านที่กลัวว่าต้นเพาะเนื้อเยื่อจะมีปัญหานั้น ผู้เขียนคงแนะนำได้ไม่มาก เพราะไม่ได้เน้นการปลูกด้วยวิธีนี้ แต่พอแนะนำได้ว่า หากสนใจจะซื้อหรือปลูกจากต้นกล้าที่เพาะเนื้อเยื่อ ให้พิจารณาดูว่า ห้องแล๊บที่เพาะเนื้อเยื่อขายน่าเชื่อถือระดับไหน ดูข้อมูลของแหล่งนั้นๆ ว่า เคยมีปัญหาอะไรหรือไม่ ห้องแล๊บนั้นๆ พัฒนาต้นกล้าเพาะเนื้อเยื่อมานานเท่าไหร มีมาตรฐานระดับไหน ส่งไปขายที่ประเทศไหนบ้าง เคยมีประวัติการฟ้องร้องกันหรือไม่ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเราไม่น้อยทีเดียว เพราะความมั่นคงของแล๊บต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจเพาะเนื้อเยื่อเป็นเวลานาน คงจะไม่เอาชื่อเสียงมาทิ้งแน่ๆ ส่วนกรณีที่กลัวกันนั้น น่าจะเกิดจาก "ห้องแล๊บที่ไม่ได้มาตรฐาน เลือกต้นพันธุ์แม่ที่ไม่ได้มาตรฐาน (พันธุ์แม่ไม่ดี หรือ พันธุ์ยังไม่นิ่ง) กระบวนการระหว่างการเพาะเนื้อเยื่อ" มากกว่าจะมาโทษการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้

เรื่องการขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่างแล้ว ผู้เขียนจึงขอสรุปประเด็นนี้ว่า

ในประเทศที่ปลูกในเชิงเศรษฐกิจจะปลูกแบบแยกเหง้าจากต้นแม่พันธุ์ดี และ การปลูกจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ กันเป็นส่วนใหญ่ เพราะจะได้ต้นตัวเมียพันธุ์ดีแน่นอน ได้พันธุ์นั้นๆ แน่นอน จึงไม่นิยมที่จะปลูกกันแบบเพาะเมล็ดกัน การปลูกจากการเพาะเมล็ดจะปลูกกันในเชิงวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มากกว่า (แต่อย่าลืมว่า อินทผลัมเป็นพืชที่เกิดมาเป็นพันปีแล้ว มันก็ยังยืนต้นรักษารูปแบบพันธุ์เดิมตามสายพันธุ์นั้นๆ มาได้ การขยายพันธุ์แบบใหม่ที่ได้จำนวนมากๆ อย่างการเพาะเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นในภายหลังไม่นานนี้เอง)

แต่การปลูกแบบแยกเหง้าจากต้นแม่พันธุ์ดี และ การปลูกจากต้นเพาะเนื้อเยื่อ จะใช้ต้นทุนมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยเราที่ต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนต่อต้นสูงพอสมควร การสั่งแต่ละครั้งจะต้องสั่งเป็นชุดใหญ่ๆ เขาถึงจะส่งให้ ทั้งอินทผลัมยังเป็นพืชใหม่ในประเทศไทย การจะทุ่มทุนเพื่อปลูกต้นที่ต้องลงทุนสูงแบบสั่งเข้ามา โดยผู้ปลูกไม่มีความรู้ความเข้าใจในการปลูกเลยก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน โดยเฉพาะความเข้าใจเรื่องการดูแล เรื่องโรค เรื่องวัชพืช เรื่องศัตรูพืช เป็นต้น

และหากท่านใดสนใจจะปลูกอินทผลัมแบบหวังผลในเชิงเศรษฐกิจ มีทุนพอสมควรและมีความรู้พร้อมจะดูแลมัน ผู้เขียนก็อยากจะแนะนำให้ปลูกด้วยวิธีนี้มากกว่าจะเลือกจากวิธีอื่น

การปลูกแบบเพาะเมล็ด แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องลุ้นต้นตัวผู้ตัวเมียและการกลายพันธุ์ แต่ก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนการปลูกมากกว่า ทั้งยังจะมีโอกาสได้พันธุ์ใหม่ๆ ที่เกิดจากการกลายพันธุ์ มีการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศเราได้ดี มีอินทผลัมพันธุ์แบบไทยๆ ของเราเองในอนาคต ตัวผู้ปลูกเองก็จะได้ศึกษาเรื่องอินทผลัมไปในตัวด้วย เป็นการสั่งสมประสบการณ์อย่างหนึ่งได้เหมือนกัน ผู้เขียนคิดว่า ต่างประเทศกลัวการปลูกจากเมล็ดของเรา เพราะในอนาคต การปลูกจากวิธีนี้ จะมีพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกไปแข่งกับเขาได้

โดยส่วนตัวนั้น ที่กำลังทดลองปลูกด้วยการเพาะเมล็ดนั้น ได้ลองประมวลดูว่าจะมีข้อดีอย่างไรในการปลูกด้วยการเพาะเมล็ดแบบที่เราทำอยู่นี้ เช่น

- ประเทศเรายังใหม่อยู่กับเรื่องการปลูกพืชชนิดนี้ การเริ่มต้นพัฒนาการปลูกด้วยการเพาะเมล็ด น่าจะช่วยเพิ่มประสบการณ์และการเรียนรู้เกี่ยวกับอินทผาลัมมากยิ่งขึ้น ในอนาคต จะนำไปสู่การพัฒนาเรื่องการปลูกด้วยวิธีอื่นๆ มากยิ่งขึ้น ทั้งการปลูก การศึกษาเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม การดูแลรักษา ถ้าได้เรียนรู้พื้นฐานจากการปลูกด้วยเมล็ดมาก่อน น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีแก่ผู้ที่สนใจพืชชนิดนี้และต้องการปลูกด้วยวิธีซื้อต้นพันธุ์จากการเพาะเนื้อเยื่อหรือแยกเหง้ามาปลูก

- เราจะได้พันธุ์ใหม่แบบของไทยเราอย่างแท้จริง (รวมทั้งของโลกด้วย) การเพาะเมล็ดแบบนี้ จะช่วยสร้างพันธุ์อินทผาลัมพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกได้แน่นอน หากมีการกลายพันธุ์ไปในลักษณะที่พึงประสงค์หรือกลายดี ยิ่งจะเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับผู้ปลูกนั้นๆ ได้ด้วย และหากมีการผสมเกสรข้ามสายพันธุ์แบบไทยๆ ของเราแล้ว เชื่อว่า ในอนาคต จากจุดเล็กๆ ที่กำลังทำกันอยู่นี้ จะสร้างสิ่งใหญ่ๆ ได้ จริงๆ เพียงแค่ต้นใหม่เกิดขึ้นมา เราก็ถือว่าได้พันธุ์ใหม่แล้วค่ะ การเพาะจากเมล็ดนั้น เมื่อนำมาเพาะใหม่แล้ว เราสามารถตั้งชื่อพันธุ์ใหม่ได้เลยตั้งแต่ต้น เพราะจะถือเป็นพันธุ์เก่าไม่ได้แล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่เกิดมาใหม่ (ความรู้วิชาการแบบนี้ เป็นการเรียกของนักพีชศาสตร์ทั้งหลาย)

- แน่นอนที่สุด คือ ประหยัดต้นทุนแน่ๆ เพราะถือเป็นการลงทุนที่ต่ำ เริ่มต้นแบบง่ายๆ จากการเพาะเมล็ดที่ไปซื้อเนื้อมาทาน เมล็ดก็เก็บเพาะไปเรื่อยๆ มีความสุขจากการเห็นต้นมันค่อยๆ โตมาเรื่อยๆ แม้หากว่าอาจจะมีความผันแปรจากปัญหาใดปัญหาหนึ่งในอนาคต การลงทุนที่ต่ำแบบนี้ก็น่าจะทำให้ไม่ถึงกับต้องมานั่งกุมขมับแน่นอน

- การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของถิ่นนั้นๆ เท่าที่ไปศึกษามา การขยายพันธุ์พืชด้วยการเพาะเมล็ดจะมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของถิ่นนั้นๆ ได้ดีกว่าการขยายพันธุ์อย่างอื่น

- แม้จะมีการกลายพันธุ์อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังเชื่อว่า อินทผลัมพันธุ์นั้นๆ จะยังคงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ดั้งเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ประเภทที่จะกลายเป็นขมหรือเปลี่ยนแปลงจนทานไม่ได้เลยคงเป็นไปได้ยาก การกลายหรือความไม่นิ่งน่าจะมีผลในแง่ของ ลักษณะผล ลักษณะสี มากกว่าจะกลายเป็นอย่างอื่น อินทผลัมบางสายพันธุ์ปรากฏในคัมภีร์ศาสนาตั้งแต่ยุคหลายร้อยปีก่อน ปัจจุบันสายพันธุ์นั้นๆ ก็ยังมีให้เห็นและเป็นที่นิยมบริโภค รสชาติอร่อยสมกับราคาที่แพง แสดงว่า การที่สายพันธุ์นั้นๆ เมื่อหลายร้อยปีก่อนมีรสชาติอร่อยยังไง ปัจจุบันก็ยังรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์เดิม

๒. อินทผลัมเป็นพืชที่มีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย

อินทผลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ คือ มีต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ต้องอาศัยการผสมเกสรจึงจะติดผล และต้นตัวเมียเท่านั้นจึงจะติดผล การเพาะเมล็ดแล้วนำมาปลูกจะต้องลุ้นต่อไปอีกว่าจะได้ต้นตัวผู้หรือตัวเมีย การปลูกจะต้องมีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมียเพื่อใช้ผสมเกสรจึงจะติดผลเหมือนกับการปลูกสละ อัตราส่วนระหว่างต้นตัวผู้กับตัวเมียนั้นอยู่ระหว่างการหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าควรใช้เท่าใด บางแห่งบอกไว้ในอัตราสูง บางแห่งบอกไว้ในอัตราต่ำ

การที่มีบางแห่งบอกว่า เคยนำเมล็ดจากตะวันออกกลางมาปลูกแล้วไม่ติดผลบ้าง ออกดอกแล้วก็หายไปบ้าง ติดผลไม่สวยบ้าง ส่วนใหญ่มาจากความไม่เข้าใจเรื่องอินทผลัมต้องใช้การผสมเกสรตัวผู้และตัวเมียนี่เอง หรืออาจจะมาจากต้นที่ปลูกนั้นไม่ใช่อินผทลัมพันธุ์ทานผล แต่เป็นอินทผลัมพันธุ์ประดับ จึงไม่ติดผลให้เห็น อีกอย่าง อาจจะมาจากสภาพการดูแลเรื่องปุ๋ยและน้ำไม่เพียงพอก็เป็นได้ และข้อมูลอีกอย่างที่ไปพบมาเรื่องอินทผลัมที่ติดผลไม่นิ่ง มีติดบ้าง ไม่ติดบ้าง อาจจะมาจากเรื่องสภาพอากาศเย็นที่ไม่พอในช่วงก่อนติดดอกและช่วงติดดอก

การปลูกอินทผลัมจากการเพาะเมล็ดนั้น การติดดอกออกผลให้เห็นในช่วง ๓ ปีแรก จะมีประโยชน์ในเชิงการทราบเพศเท่านั้น ไม่ใช่ผลที่มากมายพอจะขายในเชิงการตลาดได้ อินทผลัมต้นตัวเมียจะเริ่มติดผลและมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับระยะแรกประมาณช่วงอายุ ๓ ปี จะติดผลมากขึ้นที่อายุประมาณ ๕ - ๗ ปี และคุณภาพของผลจะได้เต็มที่ช่วงประมาณปีที ่๗ - ๑๐ ของการปลูก อยู่ที่การดูแลและขนาดของต้นประกอบด้วย

ทั้งมีความไม่แน่นอนว่าต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะติดดอกออกผลให้เห็นในช่วง ๓ ปีแรกทั้งหมด เพราะเท่าที่ติดตามดูข้อมูลของผู้ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดในประเทศไทย บางแห่งย่างเข้าสู่ปีที่ ๕ ยังไม่ติดดอกให้เห็นก็มี จึงมีความไม่แน่นอนมากๆ หากคิดจะลงทุนปลูกโดยหวังผลทางการขายผลอินทผลัมภายในระยะ ๓ - ๕ ปี ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นผลิตที่ยังไม่มากขนาดนั้น แต่จะให้ผลผลิตแบบเริ่มมากขึ้น

ดังนั้น คนที่คิดจะทดลองปลูกจากการเพาะเมล็ด หากปลูกผสมไว้ทานเองข้างบ้าน หรือ ปลูกสลับไว้ตามเทือกสวนไร่นา หรือ ปลูกเชิงทดลองศึกษาในพื้นที่ที่ไม่ได้ทำอะไร ปลูกลักษณะแบบนี้ก็คงไม่เป็นไร เพราะเรายังไ่ม่ได้จับมันเป็นพืชหลัก มีรายได้อื่นประจำอยู่แล้ว จะมีปัญหาอะไรตามมาก็ไ่ม่ได้กระทบกับเรา

แต่หากคิดจะปลูกจากการต้นที่เพาะจากเมล็ดแบบหวังผลเชิงเศรษฐกิจ ลงทุนจำนวนมาก กะจะขายเป็นเศรษฐีได้ในระยะ ๓ - ๕ ปีแรก อาจจะต้องพิจารณาสักนิด ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น คนที่จะปลูกในเชิงเศรษฐกิจในอนาคตจำนวนมาก จะต้องมีงานประจำที่สร้างรายได้อยู่แล้ว หากทำเกษตรก็มีพืชชนิดอื่นๆ ที่ปลูกเป็นรายได้อยู่แล้ว หรือปลูกผสมผสานไว้ในไร่ที่มีการปลูกพืชประจำของตน เช่น ปลูกผสมไว้ในสวนผลไม้หรือไม้เศรษฐกิจอื่นๆ ปลูกผสมลงในไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด ริมคันนาในนาข้าว หรือ ปลูกทดแทนพืชอื่นๆ ที่ไม่ได้หวังผลอะไรในอนาคต หรือ มีที่ดินมากพอที่จะปลูก ไม่ได้ปลูกพืชอะไรเป็นหลัก เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวมาน่าจะเป็นเหมาะสมมากกว่าสำหรับผู้สนใจจะปลูกอินทผลัมด้วยการเพาะเมล็ด แต่ถ้าปลูกแบบจะหวังผลจากมันในทันที ไม่มีรายได้หลักทางอื่น ต้องขอให้พิจารณาสักนิดหนึ่ง ทั้งต้องขอย้ำบ่อยๆ ว่า "ไม่ควรอย่างยิ่งจะทำลายพืชชนิดอื่นที่ปลูกอยู่แล้ว เพื่อจะปลูกอินทผลัมล้วนๆ เบื้องต้น อยากจะให้พิจารณาหาที่ปลูกสลับกันไปก่อนหรือหาพื้นที่อื่นๆ ที่พอจะปลูกได้จะจะเหมาะกว่า"

หากสนใจที่จะทดลองปลูกอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ขอให้มั่นใจในแหล่งที่มาของเมล็ดที่นำมาเพาะต้นกล้าขายนั้นๆ ด้วย เพราะปัจจุบันมีการเพาะต้นกล้าจำหน่ายจำนวนมาก ท่านจะซื้อที่ใดก็ได้ ขอเพียงมั่นใจในที่ไปที่มาของเมล็ดพันธุ์ที่นำมาเพาะต้นกล้าเท่านั้น เพื่อให้เราได้พันธุ์ตามที่ต้องการ ราคาของต้นกล้าพันธุ์ก็เป็นไปตามความเหมาะสมที่แหล่งขายนั้นๆ กำหนดไว้ ส่วนมากจะเป็นไปตามจำนวนใบ (ต้นเล็ก) ขนาดของต้น (ต้นใหญ่) ความเด่นของพันธุ์ พันธุ์ดีๆ ราคาแพงๆ ต้นกล้าก็จะแพงไปด้วย แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรจะแพงมากจนเกินเหตุ เพราะผู้ซื้อยังต้องมาันั่งรอรับความเสี่ยงที่จะตามมาอีกมากมาย หรือบางแห่งมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์นั้นๆ ก็ขอให้มั่นใจในแหล่งที่มาของเมล็ดนั้นๆ ด้วย หรือหากจะปลูกอย่างไม่ซีเรียสอะไรมาก อาจจะไปซื้อเนื้อที่มีการขายตามท้องตลาดมาเพาะเอาเองก็ได้ ต้องการพันธุ์แบบไหนก็ลองซื้อมาเพาะเอาเองก็จะประหยัดไปได้มาก บางพันธุ์เพาะให้เกิดง่าย บางพันธุ์เพาะให้เกิดยาก

ส่วนแหล่งจำหน่ายต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดก็มีทั้งแบบที่ปลูกเองสำเร็จแล้ว และผู้ที่นำเมล็ดนำเข้าจากต่างประเทศมาเพาะขาย ชอบที่ไหน มั่นใจที่ไหน ก็ซื้อได้ที่นั่น

จริงๆ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม การขายต้นกล้าอินทผลัมเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนจะกระทำได้ เหมือนการเพาะขายต้นไม้ทั่วไป แต่ต้นกล้าที่ขายกันนั้น ควรซื่อสัตย์ต่อผู้ซื้อต้นกล้าไปปลูก ให้ข้อมูลทั้งด้านประโยชน์และเงื่อนไขต่างๆ ต่อผู้ซื้อกล้าไปปลูกบ้าง ซื่อสัตย์ในพันธุ์ที่นำมาเพาะขายต้นกล้า ราคาต้นกล้าเหมาะสมกับสภาพต้น อย่าใช้วิธีย้อมแมวขาย คือ นำพันธุ์ราคาถูกมาบอกว่าเป็นพันธุ์ราคาแพง เพราะไม่เช่นนั้น "มันจะเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง" และจะมีผลกระทบต่อท่านอื่นๆ ที่ตั้งใจทำโดยสุจริต เงินของชาวบ้านที่ยอมเสียเพื่ออนาคต ควรจะเกิดขึ้นอย่างคุ้มค่า ...

กรณีมีการบอกว่า "เมล็ดลักษณะนี้จะเป็นต้นตัวเมีย เมล็ดลักษณะนี้จะเป็นต้นตัวผู้ หรือ ต้นลักษณะนี้จะเ็ป็นต้นตัวผู้ ต้นลักษณะนี้จะเป็นต้นตัวเมีย ลักษณะแบบนี้จะเป็นต้นตัวผู้ ลักษณะแบบนี้จะเป็นต้นตัวเมีย" เรื่องดังกล่าวนี้ ยังเป็นแค่การคาดคะเน สังเกต และพูดคุยแชร์กันในกลุ่มผู้กำลังทดสอบปลูกอินทผลัมจากเมล็ดเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อมูลที่จะถือเป็นหลักได้ หากมีการอ้างจากผู้ใดก็ตามที่ดำเนินการทางการค้าขายต้นโดยบอกว่า "มีนักวิชาการของเขาสามารถสังเกตเพศได้จากเมล็ด ต้นของเขาคัดเมล็ดแล้ว ถ้าซื้อจากเขาจะเป็นตันตัวเมีย" ขอให้ระมัดระวังไว้ด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา
https://sites.google.com/site/datepalmnongtu/talk

 

ต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากสวนของเราทุกต้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและมี
การฉีดยากำจัดเชื้อราก่อนส่งมอบให้ลูกค้า สนใจสั่งซื้อต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ นำเข้าจากต่างประเทศ ติดสอบถามได้ที่เบอร์โทร. 084-653-0343 | 086-563-3630 | 090-631-6380

บริการจัดส่งถึงบ้าน รับประกันความพอใจ

เรามีบริการจัดจำหน่าย ปลีก ส่ง อินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสายพันธุ์ดี ทั้งหน้าร้านและบริการจัดส่งถึงบ้านและสวนของท่าน

 

 

คำสืบค้น : อินทผลัม, อินทผาลัม, ต้นกล้าอินทผลัม , ต้นกล้าอินทผาลัม, อินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ,
อินทผาลัมเพาะเนื้อเยื่อ, พืชเศรษฐกิจ, พืชทนแล้ง, พืชน่าปลูก, พี่ชทำเงิน, พืชความหวัง, พืชต่างประเทศ, บาฮี, บาร์ฮี, บาร์ฮิ, บาฮิ, เมดจูล, เม็ดจูล, เม็ดจูน, เมดจูน, ชิชิ, คาดาวี่,ชัลตาน่า, คาลาส, ซูกการี่,ซักการี่, อัจวาห์,อัจวา, คาลาส, อบูมาน, อาบูแมน,นาวาเดอร์, แซกไก,ซาไก, โคไนซี่, อัมเอ็ดดาฮาน, กานามิ, กานามี่, datepalm, date palm, datepalmtree, datepalm tree, date palm tree, datepalm tissue, date palm tissue culture, datepalm tissue culture, SHEISHI, KADRAWY, SULTANA, KHALAS, BARHI, SUKKARI, AJWAH, KHALAS, MEDJOOL, ABU MAAN, NAWADER, SAGGAI, KHONEIZI, KHONAIZI, KHENEIZI, UM ED DAHAN, GHANAMI (MALE)